RML เติมพอร์ตพัฒนาแนวราบลักชัวรี ชูBRANDED RESIDENCE เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง

ข่าวสารอสังหาฯ

RML เติมพอร์ตพัฒนาแนวราบลักชัวรี ชูBRANDED RESIDENCE เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง

13 พ.ค. 2565 39 0

         ไรมอนแลนด์ฯ ปรับสมดุลโครงการในพอร์ต สร้างรายได้การขายและรายได้ประจำ ลดความเสี่ยงธุรกิจ วางเป้าเพิ่มลงทุนโครงการอสังหาฯที่อยู่อาศัยรูปแบบ Branded Residence มากขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า เผยปีนี้ลงทุนรวม 13,000 ล้านบาท วางเป้ารายได้ 2,200 ล้านบาท ยอดขาย 7,200 ล้านบาท รุกเจรจาพันธมิตรต่างชาติ ร่วมทุนพัฒนา Data Center

          นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอนแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML เปิดเผยถึงเป้าหมายธุรกิจของบริษัทในปีนี้และต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้าว่า ทาง บริษัทฯ คงต้องสมดุลในเรื่องของรายได้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ด้วยกลยุทธ์การรุกและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีและอัตราลักชัวรี ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างไม่น้อยกว่า 2-3 ปี อาจทำให้รายได้ของบริษัทสะดุด ดังนั้น บริษัทต้องสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงของธุรกิจหลัก พร้อมเพิ่มเติมลงทุนโครงการแนวราบระดับ ลักชัวรี ขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ เพื่อรองรับการสร้างรายได้ที่เข้ามาในแต่ละปี รวมถึงโครงการที่จะเสริมรายได้ประจำ ขณะเดียวกันจะขยายโอกาสร่วมทุนกับแลนด์ลอร์ดในการพัฒนาโครงการ

          “หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงอย่างชัดเจนขึ้น ภาพรวมเศรษฐกิจ ลูกค้าต่างชาติ และความมั่นใจของลูกค้าในประเทศเริ่มฟื้นกลับมาแล้ว รวมถึงรัฐบาลเดินหน้าเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้บริษัทมองถึงภาพการเติบโตในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ผ่านการปรับให้ธุรกิจมีความสมดุลมากขึ้น วางเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากโครงการแนวราบอยู่ที่ร้อยละ 20-30”

          โดยบริษัทมีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยระดับ Luxury เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก โดยจะเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการและลูกค้ามากขึ้น โดยหันมาพัฒนาโครงการในรูปแบบ Branded Residence มากขึ้น เพราะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงทั้งในและต่างประเทศ ต่างให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัย ที่มีการบริการตอบโจทย์ความต้องการในด้านต่างๆ เข้ามาเสริม

          ทั้งนี้ เป้าหมายของกลุ่มลูกค้าจะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับภาวะตลาด โดยหันมาจับกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยลงในช่วง 26-35 ปี และ 36-45 ปี ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาเป็น 25% และ 30% ตามลำดับ จากเดิมส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เพราะปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานหรือการลงทุนที่เข้ามา ทำให้เป็นกลุ่มที่เริ่มมองหาซื้ออสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัยระดับบนที่ตอบโจทย์ในเรื่องไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยมากขึ้น

          สำหรับแผนการลงทุนโครงการใหม่จะมี 2-3 โครงการ มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ Rosewood Residence Kamala ในจังหวัดภูเก็ต มูลค่า 7,800 ล้านบาท เป็น Branded Residence แห่งแรกของบริษัทในรูปแบบวิลลา ราคาขายกว่า 100 ล้านบาท/หลัง เปิดขายในช่วงครึ่งปีหลัง

          โครงการคอนโดฯ Branded Residence ในกรุงเทพฯ ร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติ และจะเปิดโครงการแนวราบใหม่ในกรุงเทพฯอีก 1 โครงการที่บริษัทพัฒนาเอง มูลค่ารวมทั้ง 2 โครงการ ไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท จะเปิดขายในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งการเปิดโครงการใหม่จะทำให้บริษัทมียอดขายได้ตามเป้าที่ 7,200 ล้านบาท

          สำหรับรายได้ วางเป้าทั้งปีอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท หลักๆมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ The Estelle Phrom Phong (ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์) ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้เป็นต้นไป โครงการมีมูลค่า 5,200 ล้านบาท และรายได้จากห้องชุดที่เหลืออยู่อีก 71 ล้านบาท

          ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ประจำ ในครึ่งปีหลังจะมีการเปิดโรงแรมระดับ Budget คือ lyf ในโครงการ The River เจริญนคร และยังมีโครงการอาคารสำนักงานเกรด A ที่เพลินจิต คือ โครงการ ONE CITY CENTRE มูลค่า 8,000 ล้านบาท พื้นที่เช่า 61,000 ตร.ม.ที่จะรับรู้รายได้จากการเปิดบริการต้นปี 66 ปัจจุบันมีผู้เช่าแล้ว 5,000 ตร.ม. อยู่ระหว่างเจรจาพื้นที่กว่า 36,000 ตร.ม.

          นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรต่างชาติ เพื่อเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนา Data Center และมองหาพื้นที่ก่อสร้างในประเทศไทย คาดว่าจะมีความชัดเจนช่วงไตรมาส 4 ปีนี้

ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คลิกเครื่องหมาย เพื่อเพิ่มลงตะกร้าเก็บทรัพย์ที่สนใจ หรือกดอีกครั้งเพื่อลบออก
คลิกเพื่อเลือก บ้านที่ต้องการแล้วกดปุ่ม "เปรียบเทียบ" ได้เลย